ตัวต้านทานแบบค่าคงที่ (Fixed Resistor)

          เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการต้านทานการไหลของกระแสไฟฟ้า นิยมนำมาประกอบในวงจรทางด้านไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป ตัวอย่างเช่นวงจรเครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์ เครื่องขยายเสียง ฯลฯ เป็นต้น ตัวต้านทานที่ต่ออยู่ในวงจรไฟฟ้า ทำหน้าที่ลดแรงดัน และจำกัดการไหลของกระแสไฟฟ้าในวงจร

ตัวต้านทานแบบค่าคงที่  (Fixed Resistor)

          ตัวต้านทานชนิดค่าคงที่มีหลายประเภท ในรายงานเล่มนี้จะขอกล่าวประเภทที่มีความนิยม ในการนำมาประกอบใช้ในวงจร ทางด้านอิเล็กทรอนิกส์โดยทั่วไป ดังนี้

ตัวต้านทานชนิดคาร์บอนผสม (Carbon Composition)

          เป็นตัวต้านทานที่นิยมใช้กันแพร่หลายมาก มีราคาถูก โครงสร้างทำมาจากวัสดุที่มีคุณสมบัติเป็นตัวต้านทาน ผสมกันระหว่างผงคาร์บอนและผงของฉนวน อัตราส่วนผสมของวัสดุทั้งสองชนิดนี้ จะทำให้ค่าความต้านทานมีค่ามากน้อย เปลี่ยนแปลงได้ตามต้องการ บริเวณปลายทั้งสองด้านของตัวต้านทานต่อด้วยลวดตัวนำ บริเวณด้านนอกของตัวต้านทานจะฉาบด้วยฉนวน

ตัวต้านทานชนิดคาร์บอนผสม (Carbon Composition)

ตัวต้านทานแบบฟิล์มโลหะ (Metal Film)

          ตัวต้านทานแบบฟิล์มโลหะทำมาจากแผ่นฟิล์มบางของแก้วและโลหะหลอมเข้าด้วยกันแล้วนำไปเคลือบที่เซรามิค ทำเป็นรูปทรงกระบอก แล้วตัดแผ่นฟิล์มที่เคลือบออกให้ได้ค่าความต้านทานตามที่ต้องการ ขั้นตอนสุดท้ายจะทำการเคลือบด้วยสารอีป๊อกซี (Epoxy) ตัวต้านทานชนิดนี้มีค่าความผิดพลาดบวกลบ 0.1 % ถึงประมาณ บวกลบ 2% ซึ่งถือว่ามีค่าความผิดพลาดน้อยมาก นอกจากนี้ยังทนต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิจากภายนอกได้ดี สัญญาณรบกวนน้อยเมื่อเทียบกับตัวต้านทานชนิดอื่น ๆ

ตัวต้านทานแบบฟิล์มโลหะ (Metal  Film)

ตัวต้านทานแบบฟิล์มคาร์บอน (Carbon Film)

          ตัวต้านทานแบบฟิล์มคาร์บอน เป็นตัวต้านทานแบบค่าคงที่โดยการฉาบผงคาร์บอน ลงบนแท่งเซรามิคซึ่งเป็นฉนวน หลังจากที่ทำการเคลือบแล้ว จะตัดฟิล์มเป็นวงแหวนเหมือนเกลียวน๊อต ในกรณีที่เคลือบฟิล์มคาร์บอนในปริมาณน้อย จะทำให้ได้ค่าความต้านทานสูง แต่ถ้าเพิ่มฟิล์มคาร์บอนในปริมาณมากขึ้น จะทำให้ได้ค่าความต้านทานต่ำ ตัวต้านทานแบบฟิล์มโลหะมีค่าความผิดพลาด บวกลบ 5% ถึงบวกลบ 20% ทนกำลังวัตต์ตั้งแต่ 1/8 วัตต์ถึง 2 วัตต์ มีค่าความต้านทานตั้งแต่ 1 โอห์ม ถึง 100 เมกกะโอห์ม

ตัวต้านทานแบบฟิล์มคาร์บอน (Carbon Film)

ตัวต้านทานแบบไวร์วาวด์ (Wire Wound)

          โครงสร้างของตัวต้านทานแบบนี้เกิดจากการใช้ลวดพันลงบนเส้นลวดแกนเซรามิค หลังจากนั้นต่อลวดตัวนำด้านหัวและท้ายของเส้นลวดที่พัน ส่วนค่าความต้านทานขึ้นอยู่กับวัสดุ ที่ใช้ทำเป็นลวดตัวนำ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของแกนเซรามิคและความยาวของลวดตัวนำ ขั้นตอนสุดท้ายจะเคลือบด้วยสารประเภทเซรามิค บริเวณรอบนอกอีกครั้งหนึ่ง ค่าความต้านทานของตัวต้านทานแบบนี้ จะมีค่าต่ำเพราะต้องการให้มีกระแสไหลได้สูง ทนความร้อนได้ดี สามารถระบายความร้อนโดยใช้อากาศถ่ายเท

ตัวต้านทานแบบไวร์วาวด์ (Wire Wound)

ตัวต้านทานแบบแผ่นฟิล์มหนา (Thick Film Network)

          โครงสร้างของตัวต้านทานแบบนี้ทำมาจากแผ่นฟิล์มหนา มีรูปแบบแตกต่างกันขึ้นอยู่กับการใช้งาน ในรูปแสดงตัวต้านทานแบบแผ่นฟิล์มหนาประเภทไร้ขา (Chip Resistor) ตัวต้านทานแบบนี้ต้องใช้เทคโนโลยี SMT (Surface Mount Technology) ในการผลิต มีอัตราทนกำลังประมาณ 0.063 วัตต์ ถึง 500 วัตต์ ค่าความคลาดเคลื่อนบวกลบ 1 % ถึง บวกลบ 5 % (จากหนังสือ Farnell II-Semi Conductor and Passines

ตัวต้านทานแบบแผ่นฟิล์มหนา (Thick Film Network)

ตัวต้านทานแบบแผ่นฟิล์มบาง (Thin Film Network)

          โครงสร้างของตัวต้านทานแบบนี้ทำมาจากแผ่นฟิล์มบาง มีลักษณะรูปร่างเหมือนกับตัวไอซี (Integreate Circuit) ใช้เทคโนโลยี SMT (Surface Mount Technology) ในการผลิตเช่นเดียวกับตัวต้านทานแบบแผ่นฟิล์มหนา โดยส่วนใหญ่จะมีขาทั้งหมด 16 ขา การใช้งานต้องบัดกรีเข้ากับแผ่นลายวงจร อัตราทนกำลัง 50 มิลลิวัตต์ มีค่าความคลาดเคลื่อนบวกลบ 0.1 % และอัตราทนกำลัง 100 มิลลิวัตต์ จะมีค่าความคลาดเคลื่อนบวกลบ 5 % ที่แรงดันไฟฟ้าสูงสุดไม่เกิน 50 VDC

ตัวต้านทานแบบแผ่นฟิล์มบาง (Thin Film Network)

โพเทนชิโอมิเตอร์ (Potentiometer)

          โพเทนชิโอมิเตอร์ หรือพอต (Pot) คือตัวต้านทานที่เปลี่ยนค่าได้ในวงจรต่าง ๆ โครงสร้างส่วนใหญ่จะใช้วัสดุประเภทคาร์บอน ผสมกับเซรามิคและเรซินวางบนฉนวน ส่วนแกนหมุนขา กลางใช้โลหะที่มีการยืดหยุ่นตัวได้ดี โดยทั่วไปจะเรียกว่าโวลลุ่มหรือ VR (Variable Resistor) มีหลายแบบที่นิยมใช้ในปัจจุบันคือแบบ A , B และ C

Potentiometer
Potentiometer

ตัวต้านทานปรับค่าได้แบ่งได้ 2 แบบ คือ

  1. โพเทนชิโอมิเตอร์ (Potentiometer) หรือ POT นิยมเรียกกันว่า วอลุ่ม มีทั้งแบบหมุนและแบบเลื่อน
  2. ทริมเมอร์โพเทนชิโอมิเตอร์ หรือ ทริมพอต (Trimmer potentiometer or trimpot) หรือที่เรียกว่า R เกือกม้า แบบนี้จะไม่มีแกนหมุนส่วนใหญ่จะอยู่ภายในวงจร

ค่าความต้านทานของตัวต้านทานประเภทนี้จะพิมพ์ไว้บนตัวต้านทาน สามารถหมุนได้ 300 องศา แต่ละชนิดจะมีลักษณะการเปลี่ยนแปลงค่าความต้านทานที่แตกต่างกัน ตามองศาที่หมุนเช่นระหว่างขา 1 และขา 2

POT

แบบ A จะเป็นการเปลี่ยนแปลงค่าความต้านทานจากน้อยไปหามาก เป็นอัตราส่วนแบบทวีคูณ (Log)
แบบ B จะเป็นการเปลี่ยนแปลงค่าความต้านทานจากน้อยไปหามาก แบบสม่ำเสมอ (Linear)
แบบ C จะเป็นการเปลี่ยนแปลงค่าความต้านทานจากน้อยไปหามาก เป็นอัตราส่วนแบบทวีคูณ (Anti Log)
แบบ MN เป็นวอลุ่มที่ถูกออกแบบมาให้ปรับแต่งเสียงแบบซ้ายขวา (Balance)

ที่มา: http://www.star-circuit.com/article/Electronic-component/Resistor.html

วงจร Audio Notch filter

วงจร Audio Notch filter

วงจร Alternate Action Button

วงจร Alternate Action Button

วงจร Air Flow Detector

วงจร Audio Isolation Amplifier

Audio Isolation Amplifier

Audio Isolation Amplifier

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Audio Isolation Amplifier PCB1 Audio Isolation Amplifier PCB2

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รายการอุปกรณ์

R1, R11 56 kOhm C1, C11 470 nF
R2, R12 39 kOhm C2, C12 2,2 uF (mikrofarad)
R3, R13 180 kOhm C3, C13 4,7 uF (mikrofarad)
R4, R7, R14, R17 15 kOhm C4, C14 15 pF, Ceramic
R5, R9, R15, R19 10 Ohm C21, C22, C25, C31, C32, C35 100 nF, Ceramic
R6, R16 120 kOhm C23, C33 1000 uF (mikrofarad) / min. 16 V
R8, R18 470 Ohm C24, C34 100 uF (mikrofarad) / min. 10 V
R10, R20 100 kOhm C26 10 nF/630 V= (275 V~)
R21, R31 390 Ohm T1, T3, T11, T13 BC559C (BC177, BC308, BC558 …)
R22, R32 1,8 kOhm T2, T4, T12, T14 BC549C (KC238, BC238, BC548 …)
R23 4,7 kOhm U21, U31 B250C1000DIL, diode stek DIL / DIL bridge
P1 10 kOhm / N, potenciometr D21, D22, D31, D32 1N4148, KA262 apod./or eq.
IO21, IO31 LM317L
Transformor 0,5 W
230 V / 2x 9 V LED LED 2 mA

 

สั่งซื้อ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์  http://www.xn--12caa4evamj9ddr4dzaee4hg9c4iof0dn.com/

 

 

 

 

www.star-circuit.com รับซ่อมแผงวงจร อิเล็กทรอนิกส์ ในโรงงานอุตสาหกรรม

-CONTROL BOARD ทุกชนิด
-Main board
-CNC CONTROLLER
-SERVO DRIVE
-SERVO AMPLIFIER
-SPINDLE UNIT
-AC/DC/VFD DRIVE
-POWER SUPPLY
-MONITOR LCD-CRT
-Displayอุตสาหกรรมทุกชนิด
-Relay BOARD
-INVERTER ทุกยี่ห้อทุกขนาด
-PLC ทุกยี่ห้อ
-I/O BOARD
-NC BOARD
-Electrical Controls
และอื่นๆ

ท่านกำลังมีปัญหากับอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ต่อไปนี้หรือไม่???
อุปกรณ์เสีย ซ่อมไม่ได้ หรือใช้ระยะเวลานานในการซ่อม
ขาดบุคลากรที่มีความชำนาญในการซ่อม
ต้องส่งซ่อมต่างประเทศ เสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายสูง
มีความจำเป็นเร่งด่วนมาก!!!
อะไหล่หายาก ไม่มีอะไหล่เปลี่ยน

——————————————————————————–

… เราช่วยท่านได้ …

เพราะเราคือ… ศูนย์บริการตรวจซ่อมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับโรงงานอุตสาหกรรม ทุกประเภท ตรวจซ่อมด้วยเครื่องมือตรวจเช็คอัตโนมัติที่มีประสิทธิภาพ เพียบพร้อมด้วยทีมช่าง เเละวิศวะกรที่มีประสบการณ์และความชำนาญกว่า 10ปีทำให้งานซ่อมของบริษัทฯมีประสิทธิภาพและสามารถลดค่าใช้จ่ายให้กับงานทางท่านได้ไม่ยากโดยไม่ต้องซื้ออุปกรณ์นั้นๆใหม่
ที่ผ่านมา… ทางบริษัทฯมีประสบการณ์ในการซ่อมงานให้กับกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมมาก อาทิเช่น กลุ่มอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง,สิ่งทอ,กระดาษ,ชิ้นส่วนยานยนต์,อาหาร,พลาสติก,เครื่องมือแพทย์ Aerospace, Automotive, Beverage, Industry, Chemical Manufacturing and Processing, Communication, Construction, Cosmetic/Personal Care, Defense, Food Processing, Machine Tools, Manufacturing, Material Handling, Medical, Oil Drilling, Packaging and Conveying Industry,Paper Mfg., Petrochemical, Pharmaceutical, Printing, Publishing, Sporting Goods, Stamping, Tool & Die, Warehouse and Distribution, Welding, และอื่นๆอีกมากมายรับ

ซ่อมแผงวงจร จำหน่ายอะไหล่อิเล็กทรอนิกส์โรงงานอุตสาหกรรม spare parts

รับซ่อมแผงวงจร บอร์ดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อุตสาหกรรม ทุกยี่ห้อ ให้กับโรงงานอุตสาหกรรมโดยตรง รับประกัน 3-6 เดือนH เขตกรุงเทพฯและปริมณฑล รายการแผงวงจร อาทิ เช่น ชุดคอนโทรลของเครื่องจักร cnc เครื่องฉีดพลาสติกและแผงคอนโทรลของเครื่องจักรอื่นๆ
และบอร์ดอื่นๆ ที่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นตัวประกอบ
– SERVO DRIVE – INVERTER
-SERVO AMPLIFIER
-MAIN BOARD
-POWER SUPPLY
-SPINDULE UNIT
– CONTROL BOARD
– PLC I/O CARD, CPU
– MONITOR LCD-CRT DISPLAY
– แผงวงจรเครื่อง CNC

 

FANUC YASKAWA SANYO DENKI MITSUBISHI
ดำเนินการโดย ศูนย์บริการซ่อมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อุตสาหกรรม ที่มีทีมงานวิศวกรและช่างผู้ชำนาญการซึ่งมีประสบการณ์ในการซ่อมให้กับกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ เช่น รถยนต์และผลิตชิ้นส่วนรถยนต์, กระดาษ, สิ่งทอ, พลาสติก, เคมีภัณฑ์, วัสดุก่อสร้าง, อาหาร และอื่นๆอีกมากมาย

– ระยะเวลาการรับประกัน  3- 12 เดือน

หากท่านต้องการให้บริษัททำใบเสนอราคา กรุณาแจ้งข้อมูลและส่ง e-mail ติดต่อมาที่ star_circuit@hotmail.com  โดยแจ้งข้อมูลดังต่อไปนี้ – บริษัท ชื่อ-นามสกุล, ที่อยู่, เบอร์โทรศัพท์,อาการเสีย,รายละเอียดรายการแผงวงจร ขนาดแผงวงจร รูปถ่ายแผงวงจร จำนวนแผงวงจร

สนใจติดต่อ ห้างหุ้นส่วนจำกัดสตาร์เซอร์กิต

 

ติดต่อ คุณสุพจน์

 

มือถือ. 086-770-9944

 

โทร. 02-5482031

 

email : star_circuit@hotmail.com

 

รายละเอียดเพิ่มเติม http://www.star-circuit.com/

วงจรเตือนไฟแบตเตอรี่ตก เป็นวงจรอิเล็คทรอนิคส์ชนิดหนึ่ง ที่นำไปใช้งานเกี่ยวกับการตรวจสอบไฟ จากแบตเตอรี่ถ้าแบตเตอรี่มีไฟต่ำกว่าที่เรากำหนดไว้ วงจรนี้จะส่งเสียงเตือนให้เราทราบทันที การใช้งานก็ง่ายเพียงแต่เอาไปต่อแบตเตอรี่ที่เราต้องการให้เตือน วงจรนี่สามารถปรับระดับการเตือนได้ตั้งแต่ 7-8 โวลต์ จนถึง 12โวลต์ โดยปรับที่วอลุ่มเกือกม้า แต่โดยทั่วไปควรปรับให้เตือนในระดับ 10 โวลต์ สำหรับแบตเตอรี่ขนาด 12 โวลต์ ทั่วไป

อุปกรณ์

  1. ตัวตานทาน   10  k   2   ตัว    , 5 k   2  ตัว  ,  12 k  , 33 k  , 6.8 k   , 120 k  , 300 k
  2. ตัวตานทานปรับค่าได้  0-10 k   แบบเกือกม้า
  3. ทรานซิสเตอร์ เบอร์ C 458             4   ตัว  , เบอร์   C 9012        1 ตัว
  4. คาปาซิเตอร์แบบมีขั้ว  22/16         1  ตัว
  5. คาปาซิเตอร์แบบไม่มีขั้ว   0.0015                 2   ตัว
  6. ไดนามิคบัซเซอร์         1  ตัว
  7.  แผ่นพริ้น อเนกประสงค์

 

การทำงาน

R1, R2, VR1 ต่อเป็นวงจรแบ่งแรงดันให้ R3, R4 โดยมี VR1 เป็นเกือกม้าที่ปรับโวลต์ว่าต้องการกี่โวลต์ให้วงจรทำงาน R3, R4 ต่อแบ่งแรงดันเพื่อให้ TR1 ทำงาน จากการแบ่งแรงดันระหว่าง R3, R4 ,TR1 จะทำงานที่ประมาณ 3.8 โวลต์ ในภาวะปกติที่แบตเตอรี่มีไฟอยู่ แรงไฟที่จุดแบ่งแรงดันจะมีไฟประมาณ 3.8 โวลต์ ขึ้นไปดังนั้น TR1 จึงทำงานช๊อตไฟที่ขา C ของ TR1 และขา B ของTR2 ลงกราวด์เมื่อขา B ของ TR2 ไม่มีไฟ TR2 จึงไม่สามารถนำกระแสได้ ชุดกำเนิดเสียงซึ่งประกอบด้วยชุด TR3, TR4 และ TR5 จึงไม่สามารถที่จะกำเนิดเสียงได้ ไดนามิคบัซเซอร์ ก็จะไม่มีเสียงดังออกมาแต่เมื่อใดแรงไฟต่ำกว่าแรงไฟที่เรากำหนดที่จุดเปรียบเทียบจะมีแรงไฟต่ำกว่า 3.8 โวลต์ TR1 ก็จะไม่นำกระแสที่ขา  C ของ TR1 และขา B ของ TR2 จึงไม่ถูกช๊อตลงกราวด์ TR2 จึงสามารถทำงานได้ โดยช๊อตไฟที่ขา C  ของ TR2 ลงกราวด์ ทำให้ TR3,TR4 และ TR5 ทำงาน และไดนามิคบัซเซอร์ก็จะส่งสัญญาณเสียงดังออกมา

การทดสอบ

ให้ต่อเข้าประมาณ 9-12 โวลต์ แล้วปรับวอลุ่มเกือกม้า VR1 ถ้าปรับได้แล้วดัง และปรับไปอีกข้างหนึ่งหยุดดังเป็นอันว่าใช้ได้

 

การนำไปใช้งาน

ถ้าเราต้องการให้แบตเตอรี่ 12 โวลต์ เมื่อไฟต่ำกว่า 12 โวลต์ ให้มีเสียงเตือนออกมา ให้หาแหล่งจ่ายไฟ 10 โวลต์ มาป้อนเข้าที่ขั้วบวก และกราวด์ของวงจร ปรับ VR1 ลงมาจนไม่มีเสียงแล้วค่อยๆปรับขึ้นไปถึงจุดที่เริ่มมีเสียง เมื่อปรับแต่งเสร็จก็นำไปต่อกับแบตเตอรี่ 12 โวลต์ ได้เลย วงจรนี้จะตั้งให้เตือนต่ำสุด 7.5 โวลต์ และสูงสุด 12 โวลต์ เท่านั้น

การตรวจซ่อม

หากวงจรไม่ทำงานตามที่กล่าวมาให้ทำการตรวจซ่อมดังต่อไปนี้

1.หากไม่มีเสียงดังให้ช๊อตขา C ของ TR2 ลงกราวด์ ถ้าไม่มีเสียงดังให้เช็คชุดกำเนิดความถี่ซึ่งประกอบด้วย TR3,TR4 ,TR5 ,R6, R7, R8, R9, C1 ,C2 และไดนามิคบัซเซอร์ ถ้ามีเสียงดังแสดงว่าชุดกำเนิดความถี่ไม่เสีย

2.ช๊อตขา B ของ TR1 ลงกราวด์ถ้าไม่มีเสียงดังให้เช็คTR1 อาจช๊อต C-E TR2 อาจขาด C-E ขาด B-E R5 อาจขาด ถ้ามีเสียงดังให้เช็ค R1, R2 ,R3, R4 ,R5 อาจใส่ผิด

3.หากมีเสียงดังค้างแม้จะปรับวอลุ่มเกือกม้า VR1 ไปทางไหนก็ตามให้ตรวจดู VR2

อาจช๊อต  C-E TR1 อาจขาด B-E ขาด C-E  ช๊อต B-E  R1, R2 ,R3, R4 และ R5 อาจใส่ผิดค่า

 

Welcome to WordPress. This is your first post. Edit or delete it, then start blogging!